สาปดอกสร้อย

สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย “คณะดอกสร้อย” เป็นที่ร่ำลือไปทั้งนครเขลางค์ ว่าเป็นคณะการแสดงเร่ที่สร้างความรื่นเริงได้อย่างน่าประทับใจ การรำฟ้อนอันแสนงดงามอ่อนช้อยของ ดอกสร้อย เมื่อบวกรวมกับความสวยงามของคุณ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ชายหนุ่มหรือแก่ต่างตั้งตารอคอยชมการแสดงของคุณสักครั้งในชีวิต โดยหารู้ไม่…ภายใต้ความงามของดอกสร้อย มีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่

ดอกสร้อย ฟ้อนแอ่นร่ายรำไปตามจังหวะเสียงสะล้อซอซึง ด้วยใบหน้ายิ้มพริ้มเพราให้ผู้ชม แต่ทุกครั้งที่ดอกสร้อยหันไปเจอ ฟองจันทร์ ผู้เป็นแม่เลี้ยง ภาพแห่งความเศร้าและขมขื่นก็ปรากฎชัดขึ้นในใจของคุณ
ภายหลังจากแม่ตายด้วยไข้ป่า คำป้อน พ่อของดอกสร้อย แต่งงานใหม่กับฟองจันทร์ ผู้ตั้งป้อมจงเกลียดจงชังลูกเลี้ยงคอยหาทางกลั่นแกล้งดอกสร้อยสารพัด ดอกสร้อยจำต้องยอมให้แม่เลี้ยงใจยักษ์ เพราะรู้ว่าคำป้อนรักและหลงฟองจันทร์มาก

ฟองจันทร์มีบุตรสาวให้กับคำป้อนชื่อ ซอมพอ และคอยยุยงให้ลูกเกลียดชังดอกสร้อยไปด้วย ซอมพอจึงเปลี่ยนเป็นเด็กเอาแต่ใจและจิกใช้ดอกสร้อย ซอมพอหนีไปเล่นน้ำตกแล้วพลาดตกน้ำ ดอกสร้อยกระโดดลงไปช่วยไว้ได้ ฟองจันทร์เข้าใจผิดคิดว่าดอกสร้อยแกล้งลูกตน จึงผลักดอกสร้อยตกน้ำไป โชคดีที่ ไผ่ เด็กกำพร้าที่มาอาศัยอยู่กับคำป้อน ว่ายน้ำมาช่วยดอกสร้อยไว้ทัน เด็กทั้งสองจึงแปลงเป็นเพื่อให้นรักที่คอยช่วยเหลือกันนับแต่นั้น
ขุนฤทธิไกร (ชื่อเดิมนายไกร) นายตำรวจชายหนุ่มหล่อมีความสามารถเชิงมวยและเชิงดาบ รับข่าวจากม้าเร็วว่านายทอง ผู้เป็นพ่อ ถูกฆ่าตายระหว่างเดินทางไปไหว้พระธาตุลำปางหลวง ขุนฤทธิไกรออกเดินทางพร้อม นายเปรื่อง เพื่อให้นชาวอยุธยาที่มีวิชาอาคม ขุนฤทธิไกรเห็นศพพ่อก็แปลกใจที่ร่างกายโดนแหวกท้องตับไตไส้พุงหายไป นายผิน คนรับใช้บอกว่าโดนผีกะฆ่าตาย แต่ นายปัน บอกว่าโดนโจรป่าฆ่าแล้วปล่อยให้สัตว์กิน ขุน ฤทธิไกรสัญญาต่อหน้าศพจะฆ่าคนผิด ไม่ว่าเป็นคนหรือผี!